แบรนด์ใหม่ๆ มักให้ความสำคัญกับการออกแบบหน้าแรกเป็นขั้นตอนแรกๆ ในกระบวนการของลูกค้า และมักให้ความสำคัญกับหน้าเว็บอื่นๆ น้อยกว่า ถึงแม้หน้าติดต่อเราอาจดูเหมือนเป็นเพียงลิงก์หนึ่งในเมนูนำทาง แต่สุดท้ายแล้วมันอาจกลายเป็นหนึ่งในหน้าที่ลูกค้าเข้าชมมากที่สุดในเว็บไซต์ของคุณ
การทำให้หน้านี้ดูเป็นมิตรและน่าดึงดูดใจมากขึ้น จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือหรือข้อมูล หน้าติดต่อเราที่ออกแบบมาอย่างดีและรอบคอบยังช่วยสร้างความไว้วางใจ ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่ามีคนจริงๆ อยู่เบื้องหลังแบรนด์ของคุณ
ในคู่มือนี้ คุณจะได้เรียนรู้ว่าอะไรทำให้หน้าติดต่อเราออกมาดีเยี่ยม และจะได้พบกับตัวอย่างจริงที่คุณสามารถใช้เป็นแรงบันดาลใจ และค้นพบวิธีการสร้าง (หรือปรับปรุง) หน้าติดต่อเราของคุณเองทีละขั้นตอน
หน้าติดต่อเรา คืออะไร
หน้าติดต่อเรา คือหน้าบนเว็บไซต์ที่ลูกค้าสามารถติดต่อเพื่อสอบถาม ติดตามคำสั่งซื้อ แจ้งปัญหา สำรวจโอกาสความร่วมมือ หรือแค่ทักทาย หน้านี้ควรเป็นหน้าแรกๆ ที่สร้างบนเว็บไซต์หลังจากจัดการเรื่องโดเมนและโฮสติ้งเรียบร้อยแล้ว
หน้าติดต่อเราจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างธุรกิจกับผู้เยี่ยมชมร้านค้าออนไลน์ หากแบรนด์ขายเฉพาะทางออนไลน์ ลูกค้าก็ไม่สามารถเดินเข้าร้านจริงเพื่อพูดคุยกับพนักงานได้ หน้าติดต่อเราจึงเปรียบเสมือนพนักงานที่เป็นมิตรที่ยืนรอช่วยเหลืออยู่หน้าเคาน์เตอร์ในแบบดิจิทัล
ลักษณะที่ดีของหน้าติดต่อเรา มักจะต้องมีสิ่งต่อไปนี้
- ข้อความแนะนำสั้น ๆ ที่เป็นมิตรและตั้งความคาดหวังให้ชัดเจน
- แบบฟอร์มติดต่อที่มีเฉพาะช่องที่จำเป็นจริง ๆ
- อีเมลและ/หรือเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อโดยตรง
- ระยะเวลาตอบกลับโดยประมาณ
- ลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (เช่น คำถามที่พบบ่อย นโยบายคืนสินค้า หรือข้อมูลการจัดส่ง)
- ส่วนเสริมอื่น ๆ เช่น แชทสด ลิงก์โซเชียลมีเดีย หรือศูนย์ช่วยเหลือ
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับหน้าติดต่อเรา
- ใส่ข้อมูลการติดต่อที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
- เพิ่ม Call to Action ที่น่าสนใจ
- เพิ่มส่วนคำถามที่พบบ่อย
- ใส่ลิงก์ไปยังศูนย์ช่วยเหลือหรือคู่มือที่เกี่ยวข้อง
- ออกแบบให้รองรับผู้ใช้มือถือ
- เพิ่มตัวเลือกแชทสดหรือข้อความ
- ส่งข้อความยืนยันและแจ้งระยะเวลาตอบกลับ
เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากหน้าติดต่อเรา ลองนำแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ไปใช้
ใส่ข้อมูลการติดต่อที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
หน้าติดต่อเรา โดยทั่วไปจะมีอีเมลหรือแบบฟอร์ม หากมีช่องทางอื่น ๆ ให้ลูกค้าติดต่อได้ เช่น โทรศัพท์ แชท (หรือ DM) ผ่านโซเชียลมีเดีย (พร้อมใส่ลิงก์ไปยังบัญชีต่าง ๆ) หรือสถานที่ตั้งจริง ให้ระบุไว้ในหน้านี้ด้วย เพื่อให้ลูกค้าเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุด ตัวอย่างเช่น ลูกค้ากลุ่มอายุน้อยมักจะส่งข้อความหาแบรนด์ผ่าน Instagram หรือ TikTok มากกว่าส่งอีเมลอย่างเป็นทางการ
หากมีบริการรับสายโทรศัพท์ ให้ทำเบอร์โทรเป็นลิงก์ที่กดโทรได้ทันทีบนมือถือ ปุ่มโทรแบบแตะครั้งเดียวช่วยลดขั้นตอนได้มาก ทำให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือทันทีเช่นเดียวกับแชทสด หากมีบริการนี้ ให้แสดงให้เห็นชัดเจนและเข้าถึงง่าย
สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านจริง ให้ใส่ Google Map ไว้ในหน้าเว็บเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่าเป็นธุรกิจจริงที่มีตัวตน อีกทั้งยังช่วยให้ค้นหาเส้นทางได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์ อย่าลืมใส่เวลาเปิด-ปิดและข้อมูลที่จอดรถด้วย
เพิ่ม Call to Action ที่น่าสนใจ
ถึงแม้ผู้เยี่ยมชมจะเข้ามาที่หน้าติดต่อเราแล้วไม่ได้กรอกแบบฟอร์ม ก็ยังสามารถเชิญชวนให้ทำอย่างอื่นได้ เช่น สมัครรับจดหมายข่าว ดูสินค้าลดราคา หรือติดตามโซเชียลมีเดีย
ส่วนล่างของหน้าติดต่อเราเป็นตำแหน่งที่เหมาะสำหรับ Call to Action (CTA) ที่น่าดึงดูด ให้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและไม่กดดันจนเกินไป ตัวอย่างเช่น
- "ในระหว่างที่อยู่ในเว็บของเรา ลองดูสินค้ามาใหม่สิ"
- "ถ้ายังไม่พร้อมติดต่อ ลองสมัครรับจดหมายข่าวรับส่วนลด 10% สำหรับออเดอร์แรกสิ"
- "ดูคำถามที่พบบ่อยเพื่อค้นหาคำตอบทันที"
ทำ CTA ให้ชัดเจน เน้นให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับ และลงมือทำได้ง่าย นอกจากนี้ลองทำ A/B Testing กับข้อเสนอ ข้อความบนปุ่ม รวมถึงตำแหน่งที่วางเพื่อดูว่าแบบไหนได้ผลดีที่สุด
เพิ่มส่วนคำถามที่พบบ่อย
ลูกค้าจำนวนมากมักมีคำถามคล้ายๆ กัน เช่น ระยะเวลาจัดส่ง ค่าขนส่ง หรือต้องซื้อสินค้าเพิ่มเติมอะไรบ้างเพื่อใช้คู่กับสินค้าที่สั่ง
การเพิ่มส่วนคำถามที่พบบ่อยในหน้าติดต่อเราจะช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ต้องการโดยไม่ต้องรอคำตอบเป็นรายบุคคล
ใส่ลิงก์ไปยังศูนย์ช่วยเหลือและคู่มือที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์ช่วยเหลือหรือบล็อกเป็นที่สำหรับตอบคำถามที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม รูปภาพ หรือวิดีโอ ใส่ลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลเหล่านี้ในหน้าติดต่อเรา โดยอาจจะอยู่ภายในส่วนคำถามที่พบบ่อยก็ได้
ออกแบบให้รองรับผู้ใช้มือถือ
อุปกรณ์มือถือ (ไม่รวมแท็บเล็ต) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของทราฟฟิกเว็บไซต์ทั่วโลก ตามข้อมูลจาก Statista นั่นหมายความว่าลูกค้ามากกว่าครึ่งจะดูหน้าติดต่อเราบนหน้าจอเล็กๆ ซึ่งมักเป็นตอนที่กำลังหงุดหงิดและต้องการความช่วยเหลือ
- เพื่อลดความเครียดและทำให้หน้าเว็บใช้งานง่าย ให้ออกแบบมาสำหรับดูบนมือถือเป็นหลัก
- ใช้ปุ่มขนาดใหญ่ที่กดด้วยนิ้วหัวแม่มือได้สะดวก
- ทำแบบฟอร์มให้สั้นและเรียบง่าย
- ใช้ประเภทการใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น ช่องอีเมลให้แสดงคีย์บอร์ด ช่องโทรศัพท์ให้แสดงตัวเลข
- ทำเบอร์โทรศัพท์ให้กดโทรได้
- หลีกเลี่ยงข้อความยาวๆ
- ทำให้หน้าเว็บโหลดเร็ว
ก่อนที่จะเผยแพร่หรืออัปเดตหน้าเว็บ ให้ทดสอบด้วยตัวเองโดยเปิดบนมือถือแล้วลองกรอกแบบฟอร์มด้วยมือเดียว
เพิ่มตัวเลือกแชทสดหรือข้อความ
ลูกค้าต้องการคำตอบที่รวดเร็วเพื่อจะได้ซื้อสินค้าหรือแก้ปัญหาได้ทันที การเพิ่มแชทสดหรือระบบข้อความบนเว็บไซต์สามารถเพิ่มอัตราคอนเวิร์ตได้ถึง 20% ตามผลสำรวจของ Invesp
มีตัวเลือกหลายแบบดังนี้
- เครื่องมือในตัว หากใช้ Shopify เครื่องมืออย่าง Shopify Inbox จะเชื่อมต่อกับร้านค้าได้อย่างราบรื่นและจัดการการสนทนาทั้งหมดในที่เดียว
- เครื่องมือแชทสดจากภายนอก แพลตฟอร์มอย่าง Gorgias, Intercom, Zendesk หรือ Tidio มีระบบอัตโนมัติขั้นสูง การเชื่อมต่อ รวมถึงเวิร์กโฟลว์สำหรับงานการช่วยเหลือ
- AI Chatbot บอทที่ทำงานด้วย AI สามารถตอบคำถามทั่วไปได้ทันที เช่น ระยะเวลาจัดส่ง นโยบายคืนสินค้า หรือติดตามคำสั่งซื้อ เหมาะกับ คำถามที่พบบ่อย และคำของ่ายๆ ส่วนปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นควรให้คนจริงดูแล
หากไม่มีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ให้แจ้งอย่างตรงไปตรงมา
- "โดยปกติเราจะตอบกลับภายใน 1-2 ชั่วโมงทำการ"
- "ทีมการช่วยเหลือออนไลน์วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-17.00 น."
- "ฝากข้อความไว้ แล้วเราจะตอบกลับในวันถัดไป"
ส่งข้อความยืนยันและแจ้งระยะเวลาตอบกลับ
เขียนข้อความสั้นๆ ในหน้าติดต่อเรา เช่น "โดยปกติเราจะตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง วันจันทร์ถึงศุกร์" เพื่อตั้งความคาดหวังให้ลูกค้าก่อนกดส่ง
จากนั้นใช้ข้อความป๊อปอัปเพื่อแจ้งว่าคำถามถูกส่งเรียบร้อยแล้ว และเสริมด้วยอีเมลยืนยันที่ระบุระยะเวลาตอบกลับที่คาดไว้
ทำไมหน้าติดต่อเราถึงสำคัญ
เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าติดต่อเรา มักหมายความว่ามีความสนใจในแบรนด์อยู่แล้วและต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อยก่อนหรือหลังการซื้อ หากหน้านี้หาได้ยากหรือไม่เป็นประโยชน์ จะสร้างอุปสรรคที่ไม่จำเป็นซึ่งอาจทำให้เสียยอดขายหรือความภักดีของลูกค้าลดลง
เหตุผลที่หน้าติดต่อเราสำคัญมากนั้นมีดังนี้
- สร้างความน่าเชื่อถือ ธุรกิจที่ติดต่อได้ง่ายจะดูน่าไว้วางใจ หากข้อมูลการติดต่อถูกซ่อนไว้ (หรือไม่มีเลย) ลูกค้าอาจสงสัยว่าแบรนด์กำลังหลีกเลี่ยงการติดต่อ
- ลดอุปสรรคในการซื้อ บางครั้งสิ่งเดียวที่ขวางระหว่างแบรนด์กับยอดขายคือคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ หากลูกค้าไม่ได้รับการตอบกลับอย่างรวดเร็ว อาจไปซื้อที่อื่นแทน
- ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า แบบฟอร์มติดต่อที่ใช้งานง่ายช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงคนที่ใช่ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก
- ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หน้าติดต่อเราที่มีโครงสร้างดี มีระยะเวลาตอบกลับชัดเจน ตัวเลือกการช่วยเหลือ รวมถึงคำถามที่พบบ่อยที่เป็นประโยชน์ จะสามารถเปลี่ยนลูกค้าที่หงุดหงิดให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้
- เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ไม่ใช่ผู้เยี่ยมชมทุกคนจะเป็นลูกค้า หน้าติดต่อเราที่ออกแบบมาดีจะทำให้สื่อมวลชนและพาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพติดต่อได้ง่าย
18 ตัวอย่างหน้าติดต่อเรา ที่ดีที่สุด
- KeySmart
- Ban.do
- Tommy John
- Skims
- Allbirds
- Magnolia Market
- Casper
- Lululemon
- Moth Drinks
- Quince
- Roxanne First
- Mejuri
- Elevated Faith
- Our Place
- Beardbrand
- Haus
- Nemo Equipment
- Settlers Club
ร้านค้าด้านล่างนี้ใช้หน้าติดต่อเราที่มาพร้อมกับธีม Shopify (หรือปรับแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อย) แล้วเปลี่ยนแบบฟอร์มติดต่อธรรมดาให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่า สิ่งที่น่าสนใจคือแต่ละร้านใช้องค์ประกอบมาตรฐานของหน้าติดต่อเราที่ดี แล้วเพิ่มบุคลิกเฉพาะตัวของแบรนด์เข้าไปเพื่อให้โดดเด่น
ลองใช้ตัวอย่างเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับหน้าติดต่อเราของตัวเอง
1. KeySmart

หน้า Get in Touch ของ KeySmart ใส่ข้อมูลจำนวนมากไว้ในเลย์เอาต์ที่เรียบง่าย ผู้ใช้สามารถส่งคำถามทางอีเมล กรอกแบบฟอร์มมาตรฐาน หรือเลือกจาก 6 คำถามยอดนิยมเพื่อรับประสบการณ์ที่ตรงจุดมากขึ้น
ข้อดีคือ
- ตั้งความคาดหวังชัดเจน หน้าติดต่อเราที่บอกระยะเวลาที่ผู้ใช้ต้องรอคำตอบ คือ 1 ถึง 3 วันทำการ
- จุดขายที่น่าสนใจ ส่วนล่างของหน้าแสดงจุดขาย 3 ข้อ ได้แก่ จัดส่งฟรีในสหรัฐฯ สำหรับคำสั่งซื้อมูลค่ามากกว่า $45 รับประกัน 2 ปี รวมถึง Checkout ที่ปลอดภัย 100%
2. Ban.do

หน้าติดต่อเรา ของ Ban.do ให้อารมณ์ตลกและเข้าถึงง่าย สอดคล้องกับโทนของแบรนด์ที่สนุกสนานและสินค้าที่มีสีสัน
ข้อดีคือ
- โทนดูเป็นมิตร การเขียนคอนเทนต์ใช้โทนสนทนาที่เป็นกันเอง ช่วยให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกสบายใจและอยากติดต่อ
- ดึงดูดสายตา การใช้โทรศัพท์วินเทจสีสันสดใสเป็นองค์ประกอบที่ดึงดูดสายตาและทำให้หน้าเว็บดูน่าจดจำ
3. Tommy John

Help Center ของ Tommy John รวมหน้าคำถามที่พบบ่อยและหน้าติดต่อเราไว้ในรูปแบบเดียวที่ออกแบบมาอย่างเรียบร้อย หน้าเว็บมีดีไซน์สะอาดตาแบบมินิมอล พร้อมแถบค้นหาด้านบนเพื่อให้นำทางได้ง่าย ด้านล่างมีเวลาทำการและตัวเลือกบริการลูกค้า ตัวเลือกคืน/เปลี่ยนสินค้าที่ลิงก์ไปยังแบบฟอร์มแยก รวมถึงหมวดหมู่คำถามและข้อกังวลที่พบบ่อย
ข้อดีคือ
- เวลาให้บริการที่ยาวนาน การให้บริการลูกค้าในวันหยุดสุดสัปดาห์และช่วงเย็นตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือนอกเวลาทำการปกติ
- ช่องทางการสื่อสารหลายช่องทาง Tommy John ให้ลูกค้าเลือกติดต่อทางอีเมลหรือโทรศัพท์ โดยระบุทั้ง 2 ช่องทางไว้ชัดเจนที่ด้านบนของหน้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุด
4. Skims

Skims ให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์มีหลายวิธีในการติดต่อเพื่อเลือกช่องทางที่ถนัด ด้านล่างตัวเลือกการติดต่อมีลิงก์ไปยังข้อมูลที่เกี่ยวข้องและคำถามที่พบบ่อย
ข้อดีคือ
- ไทม์ไลน์และเคล็ดลับ หน้าติดต่อเราที่แจ้งผู้ใช้ว่าจะได้รับการตอบกลับเมื่อไหร่ และแนะนำให้เพิ่มอีเมลฝ่ายช่วยเหลือไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อเพื่อป้องกันข้อความไปอยู่ในโฟลเดอร์สแปม
- จัดระเบียบเรียบร้อย ไปยังส่วนต่างๆ ได้ง่ายและค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยหัวข้อช่วยเหลือที่จัดหมวดหมู่ไว้ทางด้านซ้าย
5. Allbirds

หัวข้อที่ตรงไปตรงมาบนหน้าติดต่อเรา ของ Allbirds ถามว่า "How Can We Help?" (มีอะไรให้เราช่วยคุณบ้าง) พร้อมตัวเลือกแชทออนไลน์ ข้อความ และโทรศัพท์ รวมถึงเวลาให้บริการ ด้านล่างมีแถบค้นหาและส่วนคำถามที่พบบ่อยที่จัดกลุ่มตามหัวข้อ
ข้อดีคือ
- เข้าถึงคำตอบได้ง่าย การมีแถบค้นหาและคำถามที่พบบ่อยที่จัดหมวดหมู่ช่วยให้ลูกค้าค้นหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว
- ฟีเจอร์แชท ลูกค้าสามารถรับความช่วยเหลือทันทีโดยคลิกลิงก์ "Chat with us" (แชทคุยกับเรา) ที่ด้านบนของหน้า หรือปุ่ม Chat ที่มุมขวาล่าง
6. Magnolia Market

Help Center ของ Magnolia Market มีข้อมูลการติดต่อร้าน ที่อยู่ บทความที่เป็นประโยชน์ และตัวเลือกการติดต่อ 3 ช่องทาง ได้แก่ บริการแชทตลอด 24 ชั่วโมง อีเมล รวมถึงเบอร์โทรศัพท์สำหรับโทรในเวลาทำการ
ข้อดีคือ
- สัญลักษณ์ที่ช่วยนำทาง การใช้ไอคอนกับแต่ละหมวดหมู่ (เช่น การจัดส่ง การคืนสินค้า คำถามทางเทคนิค) ทำให้ลูกค้าค้นหาความช่วยเหลือที่ต้องการได้ง่าย
- พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง บริการแชทตลอด 24 ชั่วโมงรองรับลูกค้าในโซนเวลาต่างๆ ที่มีคำถามเร่งด่วน
7. Casper

หน้าติดต่อเรา ของ Casper มีดีไซน์ที่ใช้งานง่ายพร้อมหัวข้อและส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน แสดงเวลาให้บริการลูกค้าทั้งฝ่ายการช่วยเหลือและฝ่ายขาย พร้อมเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อโดยตรง นอกจากนี้ยังมีแบบฟอร์มสำหรับส่งคำถามหรือข้อความ
ข้อดีคือ
- สื่อสารโดยตรง การมีเบอร์โทรศัพท์ให้ลูกค้าพูดคุยกับ Sleep Specialist โดยตรงเพื่อรับการช่วยเหลือแบบเฉพาะตัว
- แบบฟอร์มติดต่อที่สะดวก แบบฟอร์มเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ลูกค้าส่งคำถามได้
8. Lululemon

หน้าติดต่อเรา ของ Lululemon จัดระเบียบอย่างดีพร้อมตัวเลือกการช่วยเหลือหลายช่องทาง ทั้งโทรศัพท์ แชทสด และข้อความ นอกจากนี้ยังมี Help Center ที่ค้นหาได้และรายละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือที่หน้าร้าน
ข้อดีคือ
- ช่องทางติดต่อหลากหลาย ลูกค้าเลือกได้ทั้งโทรศัพท์ แชท หรือข้อความเพื่อรับการช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ หรือจะส่งอีเมลก็ได้
- รายละเอียดการการช่วยเหลือที่หน้าร้าน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านค้าจริงจะช่วยลูกค้าที่ชอบบริการแบบซื้อในร้าน
9. Moth Drinks

หน้าติดต่อเรา ของ Moth Drinks ที่สั้นกระชับ มีอีเมลสำหรับสอบถามทั่วไป สอบถามเรื่องการค้า รวมถึงสื่อมวลชนด้วย
ข้อดีคือ
- หมวดหมู่คำถามชัดเจน การแยกช่องทางการช่วยเหลือตามประเภทคำถามช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เลย์เอาต์เรียบง่าย ไม่มีสิ่งรบกวน เอาไว้แค่วิธีติดต่อที่รวดเร็ว
10. Quince

หน้า Help Center ของ Quince มีลิงก์สำหรับคำถามการช่วยเหลือยอดนิยม 3 หัวข้อด้านบน ได้แก่ ติดตามคำสั่งซื้อ เริ่มสั่งซื้อ หรือเริ่มคืนสินค้า ตามด้วยส่วนคำถามที่พบบ่อยที่ค้นหาได้ และด้านล่างมีตัวเลือกการติดต่อ 3 ช่องทาง
ข้อดีคือ
- Help Center ที่ค้นหาได้ ส่วนคำถามที่พบบ่อยของ Quince ครอบคลุมมาก มีหัวข้อต่างๆ เช่น การจัดส่ง เคล็ดลับการช้อป การแนะนำเพื่อน รวมถึงส่วนลดด้วย
- ดีไซน์ที่ใช้งานง่าย ถึงแม้หน้าเว็บจะมีข้อมูลมาก แต่ก็แบ่งออกเป็น 3 ส่วนชัดเจน ทำให้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย
11. Roxanne First

หน้าติดต่อเรา ของ Roxanne First สอดคล้องกับแบรนด์และตรงประเด็น มี 2 คอลัมน์แสดงข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง เวลาเปิดทำการ รวมถึงรายละเอียดการติดต่อ
ข้อดีคือ
- ตัวเลือกติดต่อโดยตรง อีเมลและโทรศัพท์ทำให้ได้รับความช่วยเหลือแบบเฉพาะบุคคลได้ง่าย โดยสัญญาว่าจะตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง
- ตัวเลือกสำหรับสื่อมวลชน มีอีเมลเฉพาะสำหรับสื่อมวลชนเพื่อให้คำถามไปถึงแผนกที่ถูกต้องและไม่สูญหายไปในกองข้อความ
12. Mejuri

หน้าติดต่อเราของ Mejuri รวบรวมคำถามที่พบบ่อยที่สุดไว้เพื่อให้ลูกค้าค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดีคือ
- Help Center ที่ครอบคลุม หน้าติดต่อเราที่ลิงก์ไปยังหน้าคำถามที่พบบ่อยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าที่สนใจ
- ปุ่มแชทสด Mejuri มีตัวเลือกแชทสดที่ผู้เยี่ยมชมเข้าถึงได้จากทุกหน้าบนเว็บไซต์
13. Elevated Faith

Elevated Faith ทำให้ทุกอย่างเรียบง่ายด้วยช่องทางติดต่อไม่กี่ช่องทาง นอกจากแบบฟอร์มติดต่อที่ฝังไว้ในหน้าเว็บ ระบบยังนำลูกค้าไปยังแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจช่วยได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดีคือ
- แบบฟอร์มที่ใช้งานง่าย แบบฟอร์มของ Elevated Faith มีแค่ 5 ช่องให้กรอกเท่านั้น
- แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากข้อมูลการติดต่อและลิงก์ไปยังศูนย์คืนสินค้า แบรนด์ยังนำผู้ใช้ไปยังศูนย์สินค้ามือสอง ซึ่งเป็นช่องทางอย่างเป็นทางการสำหรับซื้อขายสินค้าของแบรนด์
14. Our Place

หน้าติดต่อเราของ Our Place จัดวางอย่างเรียบร้อยด้วยบล็อกที่นำทางง่ายและตัวเลือกหลากหลายให้ลูกค้าติดต่อหรือค้นหาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อดีคือ
- คำถามที่พบบ่อยยอดนิยม ถึงแม้ Our Place จะมีหน้าคำถามที่พบบ่อยแยกต่างหาก แต่ก็แสดงคำถามที่พบบ่อยบางส่วนไว้ในหน้าติดต่อเรา พร้อมตัวเลือกนำทางไปยังศูนย์ข้อมูลที่ครบถ้วนกว่า
- แบบฟอร์มพร้อมหมายเลขคำสั่งซื้อ แบบฟอร์มมีช่องเสริมให้กรอกหมายเลขคำสั่งซื้อ ซึ่งอาจช่วยข้ามขั้นตอนการแลกเปลี่ยนรายละเอียดในรอบแรกได้
15. Beardbrand

หน้าติดต่อเราของ Beardbrand เรียบง่ายแต่โดดเด่น มีอีเมลการช่วยเหลือ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ลูกค้าสามารถส่งข้อความเพื่อรับเคล็ดลับการจัดแต่งทรงแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นวิธีให้แบรนด์เพิ่มสมาชิกในรายชื่ออีเมลและ SMS
ข้อดีคือ
- จุดขาย ด้านล่างแบบฟอร์ม Beardbrand มีข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสม นโยบายเปลี่ยนสินค้า รวมถึงการจัดส่ง
- Call to Action CTA คำว่า "Grow Your Mind" ที่น่าสนใจกระตุ้นให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์และสินค้า
16. Haus

หน้าติดต่อเราของ Haus ในสไตล์มินิมอล มีอีเมลสำหรับสอบถามและคำถามที่พบบ่อยแบบย่อ
ข้อดีคือ
- ดีไซน์มินิมอล สไตล์ของ Haus นั้นเรียบหรู และหน้าติดต่อเราที่เรียบง่ายก็สอดคล้องกับธีมนี้ทั้งในแง่เนื้อหาและการออกแบบ
- คำถามที่พบบ่อยแบบย่อ หน้าติดต่อเราที่มีคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ ส่วนหน้า คำถามที่พบบ่อย เฉพาะที่แยกต่างหากมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริษัท
17. Nemo Equipment

หน้าติดต่อเราของ Nemo Equipment มีลิงก์ไปยังแบบฟอร์มการช่วยเหลือสำหรับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการเคลมประกันและคำขอซ่อม
ข้อดีคือ
- แบบฟอร์มที่ละเอียด บางครั้งบริษัทต้องการรายละเอียดก่อนจึงจะช่วยได้ การมีแบบฟอร์มหลายแบบช่วยให้แบรนด์รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับแต่ละสถานการณ์ได้
- การการช่วยเหลือด้านการรับประกัน Help Center ของ Nemo มีหน้าการรับประกันพร้อมข้อมูลการติดต่อตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงหน้าคืนสินค้าที่ละเอียด
18. Settlers Club

หน้าติดต่อเราของแบรนด์ของตกแต่งบ้าน Settlers Club เข้าเรื่องทันทีด้วยแบบฟอร์มสำหรับคำถามของลูกค้า ในข้อความเหนือแบบฟอร์มมีตัวอย่างเหตุผลที่ลูกค้าอาจต้องการติดต่อ
ข้อดีคือ
- แบบฟอร์มที่ใช้งานง่าย เป็นวิธีที่รวดเร็วและไม่ยุ่งยากในการติดต่อฝ่ายการช่วยเหลือ
- Carousel แสดงจุดเด่นของแบรนด์ ด้านล่างของหน้าติดต่อเรา มี Carousel ที่เรียบง่ายพร้อมข้อความ "Free Shipping" และ "Crafted with Care" เน้นฟีเจอร์สำคัญของสินค้า
4 เคล็ดลับการสร้างหน้าติดต่อเรา ให้มีประสิทธิภาพ
- ทำให้หน้าติดต่อเราหาเจอได้ง่าย
- สร้างหน้าเว็บที่อบอุ่นเป็นมิตร
- กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
- ใช้หลักการออกแบบหน้าติดต่อเรา
ใช้ 4 เคล็ดลับนี้เพื่อสร้างหน้าติดต่อเรา ที่โดดเด่น ตอบโจทย์ลูกค้า และเป็นตัวแทนแบรนด์ได้ดี
1. ทำให้หน้าติดต่อเราหาเจอได้ง่าย
เพื่อช่วยให้ลูกค้าไปยังหน้าติดต่อเราได้ ให้วางไว้ในแถบนำทางหลักหรือในส่วน Footer ที่ด้านล่างของทุกหน้า
เพื่อตรวจสอบว่ามองเห็นได้ชัดเจนพอหรือไม่ ให้ลองทดสอบโดยขอให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับธุรกิจลองหาหน้าติดต่อเราภายใน 10 วินาทีหลังเข้าเว็บไซต์ หากลังเล เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ หรือต้องคลิกผ่านหลายหน้า แสดงว่าซ่อนไว้มากเกินไป
แต่การมองเห็นได้นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น คุณควรทดสอบทุกช่องทางการติดต่อที่ระบุไว้เป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่ายังใช้งานได้
- ส่งแบบฟอร์มด้วยตัวเอง
- คลิกลิงก์อีเมล
- แตะเบอร์โทรศัพท์บนมือถือ
- เปิดแชทสด
2. สร้างหน้าเว็บที่อบอุ่นเป็นมิตร
หน้าติดต่อเราควรเปิดรับอีเมล โทรศัพท์ และข้อเสนอแนะอย่างชัดเจน และทำให้ลูกค้าสามารถดำเนินการต่อได้อย่างง่ายดาย
วลีแบบนี้ช่วยให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย
- "เราอ่านและตอบกลับทุกคำถามจากลูกค้า เราอยากรับฟังทุกคนจริงๆ!"
- "ลูกค้าสำคัญกับเรามาก และเรายินดีที่จะได้ฟังความเห็นจากทุกคน"
- "เราเหงานะถ้าไม่ได้ฟังเสียงคุณ ติดต่อเราวันนี้เลย!"
- "ทำให้วันของเราสดใสด้วยการส่งความคิดเห็น คำถาม และข้อกังวลมาให้เต็มกล่องข้อความสิ"
3. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน
หน้าติดต่อเราไม่ได้มีจุดประสงค์เดียวกันทุกร้าน ก่อนออกแบบหน้าเว็บ ให้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการให้หน้านี้ทำอะไร
ตัวอย่างจุดประสงค์ที่พบบ่อยของหน้าติดต่อเรา
- การช่วยเหลือ ช่วยลูกค้าปัจจุบันแก้ปัญหาเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ เริ่มคืนหรือเปลี่ยนสินค้า อัปเดตรายละเอียดการจัดส่ง หรือดำเนินการซื้อให้เสร็จ
- การขาย นำเสนอลูกค้าที่สนใจโดยตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้า หรือเปิดช่องทางสำหรับสั่งซื้อครั้งละจำนวนมากหรือสั่งจากคลังสินค้า
- สอบถามเรื่องขายส่งและ B2B ให้ร้านค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และพาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพมีช่องทางชัดเจนในการขอราคา จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ รายการสินค้า หรือรายละเอียดความร่วมมือ
- สื่อมวลชนหรือ PR ช่วยให้นักข่าว ครีเอเตอร์ และสื่อต่างๆ ติดต่อคนที่ใช่เพื่อช่วยเผยแพร่เรื่องราวของแบรนด์
- ทรัพยากรบุคคล ให้ผู้สมัครงานสามารถสมัครตำแหน่งหรือสอบถามเกี่ยวกับการทำงานที่บริษัท
4. ใช้หลักการออกแบบหน้าติดต่อเรา
เมื่อมีคนเข้ามาที่หน้าติดต่อเรานั้นก็มักจะมองหาสิ่งเดียวนั่นคือความช่วยเหลือ การออกแบบควรทำให้กระบวนการนี้รู้สึกง่ายและไม่เครียด
ให้ทำตามแนวทางเหล่านี้
- ใช้ลำดับชั้นภาพที่ชัดเจน ใช้หัวข้อ ระยะห่าง และคอนทราสต์ของปุ่มเพื่อนำสายตาไปยังข้อมูลที่สำคัญที่สุด เช่น ช่องทางการติดต่อหลัก
- ทำให้สะอาดตาและไม่รก ลดสิ่งรบกวน การมีพื้นที่ว่างเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้หน้าเว็บดูสงบและใช้งานง่ายขึ้น
- ทำให้สแกนได้ง่าย แบ่งข้อความเป็นย่อหน้าสั้นๆ ใช้หัวข้อย่อยเมื่อเหมาะสม และติดป้ายกำกับส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น "ฝ่ายบริการลูกค้า" "สอบถามเรื่องขายส่ง" หรือ "สื่อมวลชน"
- ให้สอดคล้องกับสไตล์แบรนด์ หน้าติดต่อเราควรมองเห็นและรู้สึกได้เหมือนส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์ ทั้งฟอนต์ สี รวมถึงโทน
- ถามเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ติดป้ายกำกับช่องแบบฟอร์มอย่างชัดเจนและใช้ Placeholder Text เพื่อนำทางผู้ใช้ไปยังส่วนต่างๆ
วิธีเพิ่มหน้าติดต่อเราบน Shopify
วิธีเพิ่มข้อมูลการติดต่อของบริษัทไว้ในหน้าแยกบนร้านค้า Shopify มีดังนี้
1. สร้างหน้าเว็บ
ทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อสร้างหน้าติดต่อเรา บนร้านค้า Shopify
- ในแดชบอร์ด Shopify Admin ไปที่ Online Store > Pages แล้วคลิก "Add Page"
- เพิ่มชื่อหน้า เช่น "ติดต่อเรา" หรือ "Get In Touch"
- ใส่ข้อความที่ต้องการแสดงเหนือแบบฟอร์มติดต่อในช่อง Content (จะเว้นว่างไว้ก็ได้หากไม่ต้องการข้อความ)
- ในส่วน Online Store เลือก "Contact" จากเมนูดรอปดาวน์ Theme Template
- คลิก Save
2. เลือกช่องแบบฟอร์ม
แบบฟอร์มติดต่อในตัวของ Shopify มี 3 ช่อง ได้แก่ ชื่อ อีเมล และข้อความ ช่องเหล่านี้อาจเพียงพอแล้วหากเพิ่งเริ่มธุรกิจ เพราะเก็บข้อมูลหลักที่จำเป็นในการตอบกลับลูกค้า
เมื่อร้านค้าเติบโตขึ้นก็อาจต้องเพิ่มช่องเพิ่มเติม กุญแจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างข้อมูลที่ต้องการกับโอกาสที่ลูกค้าจะกรอกแบบฟอร์มจนครบ
เริ่มจากสิ่งจำเป็น แล้วค่อยเพิ่มช่องเสริม (หรือช่องแบบมีเงื่อนไข) ที่ช่วยให้ทีมตอบกลับได้เร็วขึ้นจริงๆ เช่น
- หมายเลขคำสั่งซื้อ (โดยเฉพาะสำหรับคำขอการช่วยเหลือ)
- ดรอปดาวน์ประเภทคำถาม (เช่น ปัญหาคำสั่งซื้อ คืนสินค้า ขายส่ง สื่อมวลชน)
- เบอร์โทรศัพท์ (หากมีบริการโทรกลับ)
- อัปโหลดไฟล์ (สำหรับรูปสินค้าที่เสียหาย)
ผู้ใช้หลายคนจะกรอกแบบฟอร์มนี้บนหน้าจอเล็กๆ อาจจะด้วยมือเดียว แบบฟอร์มที่สั้นกว่าหมายถึงการเลื่อนน้อยลง พิมพ์น้อยลง และอุปสรรคที่น้อยลง
หากไม่แน่ใจว่าแบบฟอร์มยาวเกินไปหรือไม่ ให้ทดสอบโดยลองลบช่องที่ไม่จำเป็นออก 1 ช่องแล้วติดตามอัตราการกรอกแบบฟอร์มจนครบ
3. ส่งคำขอติดต่อไปยังทีมที่ถูกต้อง
หากใช้ Help Desk ในการติดตามคำขอจากลูกค้า ให้ฝังแบบฟอร์ม Ticket ไว้ในหน้าติดต่อเรา เพื่อแท็กและส่งอีเมลที่เข้ามาไปยังแผนกที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
4. ปรับแต่งแบบฟอร์ม
ช่องแบบฟอร์มเริ่มต้นของ Shopify นั้นต้องแก้ไขธีมเบื้องต้นเพื่ออัปเดตหรือเพิ่มช่อง เอกสารช่วยเหลือของ Shopify จะแนะนำวิธีเพิ่ม Custom Input อย่างง่าย (เช่น หมายเลขคำสั่งซื้อหรือช่องดรอปดาวน์) โดยไม่ต้องมีทักษะพัฒนาเว็บขั้นสูง
หากต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยไม่ต้องเขียนโค้ด ก็สามารถฝังแบบฟอร์มจากซอฟต์แวร์ Help Desk ลงในหน้าเว็บโดยตรง ใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ของ Shopify หรือติดตั้งแอปแบบฟอร์มเฉพาะทางอย่าง Hulk Form Builder
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เพิ่มช่องเพิ่มเติม Conditional Logic (แสดงคำถามบางข้อเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้อง) อัปโหลดไฟล์ (เหมาะสำหรับรูปสินค้าที่เสียหาย) ดรอปดาวน์สำหรับส่งต่อ รวมถึงแบบฟอร์มแบบหลายขั้นตอน
การมีฟีเจอร์ที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะดีกว่าเสมอไป ยิ่งแบบฟอร์มยาวและซับซ้อนมากเท่าไหร่ ลูกค้าก็ยิ่งมีโอกาสกรอกจนครบน้อยลงเท่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหน้าติดต่อเรา
ร้านออนไลน์จำเป็นต้องมีหน้าติดต่อเราไหม
การมีหน้าติดต่อเราจะทำให้ลูกค้าติดต่อได้ง่ายเมื่อมีคำถามหรือปัญหา ช่วยแก้ปัญหา สร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงส่งเสริมให้ลูกค้าภักดีต่อแบรนด์
หน้าติดต่อเรา ควรมีอะไรบ้าง
หน้าติดต่อเราของธุรกิจส่วนใหญ่มักมีองค์ประกอบอย่างน้อย 1 อย่างจากรายการต่อไปนี้ ได้แก่ แบบฟอร์มติดต่อ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ตัวเลือกแชทสด เบอร์สำหรับส่งข้อความ คำถามที่พบบ่อย รวมถึงลิงก์ไปยังศูนย์ช่วยเหลือหรือคู่มือ บริษัทที่มีหน้าร้านจริงมักใส่แผนที่และที่อยู่ด้วย
หน้าติดต่อเรา กับ หน้าเกี่ยวกับเรา ต่างกันอย่างไร
หน้าเกี่ยวกับเราจะเล่าเรื่องราวของแบรนด์ว่าเป็นใคร ทำเพื่ออะไร และทำไมแบรนด์ถึงมีอยู่ ส่วนหน้าติดต่อเราจะเน้นการลงมือทำ ให้ลูกค้ามีช่องทางที่ชัดเจนและง่ายในการติดต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือ มีคำถาม หรือต้องการมองหาโอกาสใหม่ๆ
ควรใช้แบบฟอร์มหรืออีเมลในหน้าติดต่อเรา
โดยหลักการแล้วก็ควรมีทั้งสองอย่าง แบบฟอร์มติดต่อช่วยให้คุณรวบรวมข้อมูลเฉพาะและส่งต่อข้อสอบถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ที่อยู่อีเมลช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ามีช่องทางติดต่อโดยตรงเมื่อต้องการ
ทำอย่างไรให้หน้าติดต่อเรารองรับการแสดงผลบนมือถือ
ออกแบบให้เรียบง่าย ใช้ปุ่มขนาดใหญ่ที่แตะง่าย ลดขนาดช่องกรอกข้อมูล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมลสามารถคลิกได้ ทดสอบหน้าเว็บในโทรศัพท์ของคุณเองเพื่อให้แน่ใจว่าใช้งานได้รวดเร็วและง่ายต่อการใช้งานด้วยมือเดียว

